....ติด.....

posted on 26 Nov 2010 18:18 by shikino-km
 
 หลังจากที่ได้ไปเข้าค่าย aacp มาก็ต้องทำงานส่งเขา
 
ระหว่างที่ทำงานก็เจอปัญหาสารพัดมากมายตั้งแต่
 
 - ใช้โปรไงฟ่ะ....
 
 - จอดำ จอขาว จอฟ้า....มาครบ
 
 - อย่าอู้เด่่.....(อยากอู้อ่าาา)
 
 - ตีสาม/สี่ แล้วเรอะ....งานยังไม่เสร็จโว้ยยย
 
 - เสียง...เสียงอยู่ที่ไหนน
 
 - การบ้าน งาน การบ้าน งาน การบ้าน....สอบ....OTL
 
 - วิเกินอ่ะ....นั่งเรียงเรื่องใหม่
 
 - มันไม่ใช่พีวีอ่ะ.....นั่งเรียงใหม่รอบสอง...
 
 - เสียงไม่ตรงอ่ะ.....นั่งเรียงใหม่รอบสาม....
 
 - เพื่อน " แก...อยากเปลี่ยนฉากอ่ะ มันไม่สวย" ....ข่อย เรียงใหม่รอบสี่.....
 
 - เรา " เฮ้ย มันไม่ตรงนะ "
   เพื่อน " ขี้เกียจ...." ..........ขี้เกียจรอบพัน.....
 
 ฯลฯ
 
 ถึงกระนั้น.....แม้ไม่ทราบว่ามันจะผ่านพ้นมาได้อย่างไร ก็ต้องลุยให้ถึงที่สุดล่ะนะ
 
 แกะดำแห่งสมาคมหัวหมาขย้ำมังกร....จะขอไปตาย ณ เบื้องหน้า อีกรอบหนึ่ง.....
 
 อา.....ก็ไม่ได้อัพบล็อกกันเสียนานสุดๆเลยอ่ะนะ นานๆจะเจอเรื่องมาอัพบล็อกล่ะ นั่นก็คือ
 
                   การมาเล่าชีวิตตอนเข้าค่ายAACPนั่นเอง
 
 ใครไม่รู้จักค่ายนี้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวข่อยจะแฉให้หมดเปลือกเอง 5555
 
 AACP นั้นย่อมาจาก อยุธยา อลิแอนซ์ ซี.พี....แต่ค่ายนี่ไม่ใช่เกี่ยวกับการเข้าค่ายเพื่อศึกษาการทำประกันภัยนะเออ
 
 แต่เป็น ค่าย Thailand animation contest - Open dream with open source training camp
 
 ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นค่ายทำอนิเมชั่น...ก็เป็นการประกวดทำอนิเมชั่นนั่นแล
 
 ( ใครสนใจปีนี้พลาดไม่เป็นไร ปีหน้าสมัครใหม่ได้....เผลอๆได้เจอกันนา....)
 
 ซึ่งการเข้าประกวดครั้งนี้ต้องใช้โปรแกรมopen source นะเออ.....
 
 * open source คือ โปรแกรมที่ไม่ิคิดค่าลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น เปิดโหลดให้ฟรี เปิดรับสมัครคนมาพัฒนากันฟรี....แต่อาจมีขอบริจาคบ้างอ่ะนะ
 
 เอาล่ะ มาเข้าเรื่องดีกว่า...การเข้าค่ายนี้จะมาได้ต่อเมื่อส่งผ่านรอบทำสตอรี่บอร์ดมาแล้ว(ซึ่งข่อยเองก็ไม่ทราบว่าผ่านมาได้เช่นไร......)
 
    เป็นการเข้าค่าย ๓ วัน ๒ คืน.......ถ้าคนไหนห่วงว่า อย่างนี้ต้องเอาขนมไปเผื่อสิ
 
 ขอบอกด้วยความหวังดีว่า.....อย่าเอามาเล้ย เดี๋ยวน้ำหนักขึ้น ไม่รู้ตัวนะเออ
 
       เพราะ ค่ายนี้เขาเลี้ยงดูเราอย่างอุดมสมบูรณ์มากๆ ถึง มากที่สุด
 
 มีทั้งมื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น ที่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ตักได้ไม่อั้น สนองตามความอยากอ้วนของเรา
 
 ซ้ำด้วยมีขนมของว่างเป็นของหวานสามเวลา แต่ละครั้งนั้น.........เห็นตัวเลขบนที่ชั่งน้ำหนักเกินหลักร้อยได้ทุกครา เพราะเป็นแบบที่เรียกว่าเยอะและอุดมด้วยไขมัน.......
 
 * ก่อนไปค่ายนี้ จงฝึกวิีธีชงโอวัลติน...แล้วจะมีประโยชน์มากมาย....(ในตอนกิน)(เชื่อว่าคนไปค่าย 99% ชงโอวัลตินกินกัน)
 
 เพราะเช่นนั้นแล้ว....อาหารก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปไย
 
         ต่อมาที่ที่พัก
 
 ........เจอครั้งแรกนึกในใจว่า.......ค่ายหรอคะ?(หรือว่าเราไปเจอแต่ค่ายโหดๆเอง).....เหตุไฉนไม่นอนกันกลางเต้นท์กันนี่ ราวกับโรงแรมกลายๆแล้ว ถือว่าหรูพอสมควร แอร์เย็นมาก ควรเอาผ้าห่มอีกอันไปเผื่อด้วย
 
 * เชื่อสิ แค่เสื้อกันหนาวก็กันความหนาวไม่อยู่ร้อก ขนาดปรับเป็น 30 องศาแล้วยังหนาวได้ใจอีก......
 
  เรื่องการอยู่การกิน ค่ายที่นี่เขาก็รับรองอย่างสบายอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก...รับประกันได้
 
      กิจกรรมยามค่ำ ที่ค่ายมีกิจกรรมยามค่ำที่ถือว่าตลก ฮาแตก ขำกลิ้ง แล้วทุกคนก็สมานไมตรีกันด้วย สนุกนะเออ รับประกันอีกเรื่อง
 
    เอาล่ะ ส่วนเรื่องห้องเรียนการทำอนิเมชั่น....ก็สนุกดี ทางอาจารย์ก็สอนละเอียดดีนะ แต่ได้โปรดสอนสองดีได้มั้ย....อยากเรียนมากๆเลย TvT
 
   * ทำไมเรื่องเรียนที่น่าจะเรื่องหลักๆกับน้อยเยี่ยงนี้เนี่ย.....ช่างมันเถอะ..
 
 และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการมาค่ายในครั้งนี้ก็คือ เพื่อนนั่นเอง
 
 หลังจากมาในตอนแรกๆ....มีความคิดที่ว่า.....เด็กเรียน+เรียบร้อยกันหมดเลยรึนี่....ไม่มีพวกบ้าการ์ตูนด้วยกันหรอ....
 
 พอตอนกลางคืนปั๊ป!!!
 
  ความเป็นเด็กเรียนและเด็กเรียบร้อยก็มลายหายสิ้น!!! กลายเป็นเหล่าโอตาคุกลุ่มใหญ่ที่ครอบครองค่ายนี้เกือบ80%!!!!!!!!
 
  .........ที่แท้ก็แค่หมาป่าในคราบแกะสินะ....
 
    เพราะงั้นแล้ว อย่ากลัวว่ามาค่ายนี้แล้วจะไม่ได้บ้าแบบเต็มที่ เพราะคุณจะได้บ้าแบบเต็มสตรีมแน่นอน!!!!
 
 เอาล่ะ ลองมายกตัวอย่างชีวิตกันดีกว่า
 
ชีวิต ณ ค่ายAACP วันแรก
 
         นั่งหน้านิ่งๆ เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ค่อยจะพูดอะไรมาก....แต่นั่งคุยกับเพื่อนและหัวเราะแบบบ้าคลั่งเล่นซะจี๊ดขึ้นสมอง...(เอ๊ะ ยังไง...)
 
         พอเข้าห้องเรียน.....งือ....ดูอาจารย์โหด โปรใช้ยาก บรรยากาศในห้องดูเงียบกริบมาก
 
         พอกินข้าวกลางวัน...โดนแอบถ่ายโดยสโตรกเกอร์ประจำค่าย....แค่กินขนมจีนที่มากกว่าชาวบ้านหน่อยเดียวเอง...
 
        พอตกเย็น....ต้องแยกห้องจากเพื่อนๆที่มาด้วยกัน เจอเพื่อนๆใหม่ ไม่เกินสามวิฯ คุยจ้อชนิดถูกปากถูกคอ
 
        พอไปกินข้าวเย็น...โอ้ เจอคนบ้าการ์ตูนแล้ว เยอะซะด้วย
 
       พอเข้าห้องนอน.....ดูยาราไนกะ กันเลยรึนี่....น่าเอาโน้ตบุ๊คไปด้วยดีกว่าแหะ
 
       พอเข้านอน.....หนาวจิ๋บเป๋ง - * -
 
......ฯลฯ ที่ไม่อาจสามารถบรรยายเป็นคำพูดได้.......
 
 ถึงกระนั้น แต่คนที่มาค่ายนี้ก็ต่างเทพๆกันทั้งนั้นเลย(ไม่นับข่อย) ต้องยอมรับในฝีมือของพวกเขาเหล่านั้นจริงๆ
 
 แต่ก็นะ...ขอบคุณทางพี่ๆทีมงานจริงๆที่ทำให้ได้รู้จักเพื่อนมากขึ้นแถมได้รับความรู้ตั้งหลายอย่างกลับบ้านอีกด้วย...ขอบคุณจริงๆ
 
    ถึงผู้ที่เผลอหลงทางมาที่ี่นี่...หากสนใจก็มาสมัครกันก็ได้น้า....
 
ปล.ช่วยเป็นกำลังใจแด่ทุกๆทีมที่พยายามสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพออกมา...
 
ปล. ขออภัยที่ไม่มีรูปประกอบ.....ไม่ได้เอากล้องไปอ่า....
 
ปล. ถ้าเป็นกำลังใจให้แก่กลุ่ม " แกะดำแสนดี " จากฝ่ายมัธยม จะขอขอบพระคุณมากด้วย ถ้ามีเรื่องอยากติอะไรกลุ่มของข่อยก็บอกมาได้เสมอเน้อ พร้อมรับฟัง
 
จบการอัพบล็อกเพียงเท่านี้
 
ขอบพระคุณทุกท่านที่ทนอ่าน ^ o ^
 
แก้คำผิดเน้อ .....

edit @ 26 Oct 2010 20:48:05 by shikino

 

 สวัสดีเน้อทุกท่าน.....วันนี้ก็จะขอมาแปะบทความเล็กๆน้อยๆที่แต่งเอง

 ฝากติชมด้วยนะคะ

 

บทความ จาก ผู้ที่ยอมในสิ่งที่ตนทำ


     อา.....แสงแดดจ้าจังเลย  นี่ขนาดเป็นฟ้าหลังฝนน่ะเนี่ย ยังร้อนได้ขนาดนี้เลยหรอ ช่วยไม่ได้นี่นา ก็โลกมันร้อน จะทำอะไรได้

ผมได้บ่นกับตัวเองชั่วครู่ ในขณะที่ผมนั้นได้ยืนอยู่นอกอาคารที่สูงตระหง่าน รอคอยให้พนักงานที่อยู่ด้านในเปิดประตูให้ผมเข้าไปเสียที

' ให้ตายสิ เมื่อไหร่อาคารจะเปิดน้า ' ผมเริ่มคิดในใจดังขึ้น ผมเริ่มวางกล่องที่ผมถือไว้ตลอดลงบนพื้น เพื่อที่จะได้รู้สึกเบาขึ้น

เหงื่อที่ไหลออกมาเพื่อดับความร้อนนั้น ผมก็จัดการใช้มือเช็ดเหงื่อนั้นให้หมด เพื่อไม่ให้รู้สึกเหนอหนะ

ผมยังยืนรออยู่ตรงหน้าประตูกระจกอยู่ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

ผมคิดว่า  ' ผมเป็นคนที่ตรงต่อเวลาแล้วน่ะ ทำไมเขาถึงไม่รักษาเวลากันบ้างเลย ' ในขณะที่ผมคิดอยู่ ก็ได้มีลมเย็นๆพัดออกมาจากอาคาร

" สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่อาคาร.....นะค่ะ " เสียงของสาวพนักงานได้กล่าวทักทายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและพร้อมด้วยกับมือ ที่ยกสวัสดีผู้คนที่เข้ามาอย่างเป็นทางการ

ผมหยิบกล่องที่ผมเคยวางอยู่บนพื้นขึ้น แล้วก็เดินเข้าไปด้านในตัวอาคารที่มีแต่ลมเย็นผิดกับด้านนอกลิบลับ

ผมเดินผ่านพนักงานยินดีต้อนรับคนนั้น พนักงานคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนสวย ใบหน้าของเขามีแต่รอยยิ้มและความชุ่มชื้นบนใบหน้า ผิดกับผมที่มีแต่เหงื่อไหลพรากแทน

        ในอาคารที่ตอนแรกดูมืด และแสนเงียบสงบนี้ ก็เริ่มมีคนพลุกพล่านไป มีเสียงเอะอะกันมากมาย ถึงแม้ว่านี่จะเป็นธรรมชาติของคนในเมือง

แต่ผมเองก็ไม่ค่อยชินหรอก เพราะว่าผมน่ะเกิดที่ต่างจังหวัด ก็เลยชอบสถานทีที่เงียบสงบมากกว่า

ผมเริ่มเดินไปยังห้องที่เป็นเป้าหมายของผม โดยใช้ทั้งลิฟต์และบันไดเลื่อนที่ผมเองก็ยังไม่ค่อยชิน

แต่ที่ตอนนี้ผมมาอยู่ในเมืองที่ผมไม่ค่อยชอบ เพราะว่า ผมต้องทำงานหาเงินให้ครอบครัวของผม และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ.....

     งานนี้เป็นอีกหนึ่งในการศึกษาเพื่อที่จะได้เป็นมืออาชีพของอาชีพสำหรับผม ด้วย

ครับ...ที่ผมต้องออกมาหางานทำเพื่อเพิ่มประสบการณ์การศึกษาของผม เนื่องจากผมไม่ค่อยมีเงินนั่นเองครับ

พวกมหาลัยชั้นนำทั้งหลายนั้น ต่างก็มีค่าเรียนที่แพงลิบลิ่ว แต่กลับให้ความรู้และเกียรติชื่อเสียงที่ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

ถึงแม้ว่าจะมีทางเลือกสำหรับคนทีไม่ค่อยมีเงินอย่างผม เช่น พวกการสอบชิงทุนทั้งหลาย

แต่ผมเองก็ไม่ค่อยที่จะได้ใช้ทางเลือกนั้น เพราะผมมันไม่เก่ง

ผมเองก็เคยคิดว่า ทำไม มันไม่ให้ทุกคนเรียนฟรีไปเลยล่ะ แต่เมื่อผมได้ลองมาทำงานแล้ว ผมก็รู้ซึ้งกับคำตอบนั่นดีครับ

   ปิ้งป่อง~~.......เสียงของลิฟต์ได้เตือนผมให้ออกจากกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั่น

ผมเริ่มเดินไปหาห้องที่มีคนนัดเจอไว้ พอผมมาถึง คนที่รอผมอยู่ก็ทำหน้าดีใจเล็กน้อย แล้วรีบพาผมไปยังจุดหมายอีกจุดหมายนึง

" ตัวนี้นี่แหละครับที่ปัญหา และก็ตัวนี้ด้วยเหมือนกัน ช่วยหน่อยน่ะครับ" ผู้ชายที่มีฐานะและการแต่งตัวที่ดีกว่าผมมากได้ชี้ไปยัง กล่องสี่เหลี่ยมสีขาวสองตัวที่อยู่ข้างๆกัน

" ครับ มีปัญหาแค่ไม่ค่อยเย็นใช่มั้ยครับ" ผมถามเขาก่อนอีกที ก่อนที่จะเริ่มเอาเครื่องไม้เครื่องมือออกจากกล่องแล้วเริ่มเช็คสภาพ ของกล่องสองกล่องนี้

" ครับ รบกวนเติมน้ำแอร์ให้มันเย็นๆกว่านี้ด้วยครับ" เขาสั่งผม แล้วเขาค่อยๆเดินจากไป

ผมเองก็ไม่ได้รีรออะไร ก็เริ่มทำหน้าที่ของผมทันที โดยเริ่มจากการแกะกล่องนี้

  ในขณะที่ผมซ่อมแซมแอร์ตัวนี้ เหงื่อของผมก็ไหลเพื่อบ่งบอกถึงความร้อน

' ยิ่งอยู่ที่สูง อากาศยิ่งเย็น ไม่ใช่รึไง ' ผมคิดกับตัวเองอย่างนั้น แต่เมื่อลองมองดูด้านหลังของของสิ่งที่ผมซ่อมอยู่ก็เป็นกระจกบานใหญ่ติดแทน ผนัง

ไม่ใช่แค่ด้านหลังของของสิ่งนี้ แต่ทั้งชั้นนี้ก็ติดกระจกแทนผนังหมดเลย

ทำให้ผมไม่แปลกใจที่ว่า ทำไมมันจะไม่ร้อน แต่เท่าที่ผมสังเกต ผมก็เห็นแอร์อีกหลายตัวที่ติดอยู่ในชั้นนี้เหมือนกัน

' เอาเถอะ โลกมันร้อนนี่นา แสงก็ร้อนตามสิน่ะ '

....................เวลาก็ผ่านไป จนจากสายเป็นบ่าย.............

" เสร็จแล้วล่ะครับ" ผมได้พูดกับเจ้าของงาน พร้อมกับรับกระดาษสีเทาจำนวน สอง-สาม ใบ

เมื่อเห็นว่า เท่าที่ผมได้ซ่อมเจ้านั่นแล้วเจ้านั่นก็สามารถทำให้คนในชั้นนี้เย็นขึ้นได้ ผมก็เดินออกจากชั้นนี้ไป

เมื่อผมลงมาถึงชั้นล่างสุด ผมก็เดินออกจากอาคารทางด้านหลัง เพราะเป็นทางที่สำหรับคนงานอย่างผมออกไปทางเดียวเท่านั้น

เพื่อไม่ให้อาคารแห่งนี้ดูต่ำลงในทันตา

เมื่อออกจากอาคารแล้ว บริเวณที่ผมยืนอยู่ท่าทางจะเป็นสวนหลังตึก ผมเอากล่องทำงานของผมมาเช็คว่าอุปกรณ์ยังอยู่ครบมั้ย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาตามหาให้วุ่นวายอีก

เมื่อผมลองตรวจไปเรื่อยๆก็เจอกับกล้องอันหนึ่ง ที่ทำให้ผมจำอะไรบางอย่างได้

" พี่ฮะ ฝากถ่ายต้นไม้ในเมืองหน่อยสิ พอดีครูเขาสั่งมา แล้วผมดันได้โจทย์ที่ว่า ความแตกต่างระหว่างต้นไม้ในเมืองกับท้องถิ่น" เมื่อผมจำคำฝากของเจ้าน้องชาย ผมก็หยิบกล้องขึ้นมา แล้วก็ปิดกล่องนั้นลง

ผมเริ่มคิดว่า ไปถ่ายที่สวนสาธารณะดีมั้ยน้า แต่ก็ต้องคำนวณถึงเวลาด้วย เดี๋ยวไม่อีกชั่วโมงก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว

ขืนเจ้านายเห็นผมเดินไปเดินมาที่สวน มีหวังโดนด่าแน่

ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงของลมที่พัดผ่านต้นไม้แถวนั้นพอดี ผมก็เลยจัดการหาต้นไม้สักต้นดีๆถ่ายไป

เมื่อผมทำงานตามที่เจ้าน้องสั่งเสร็จแล้ว ก็เห็นว่าเวลายังเหลือเฟือ ก็เลยคิดว่า ลองนั่งใต้ร่มไม้ในเมืองบ้างดีกว่า

แถมตอนที่ผมคิดนี่ แสงก็แรงและจ้ามากด้วย จะให้ผมที่ใส่ชุดช่างซ่อมไปนั่งตากแอร์ในอาคารหรูๆก็กระไรอยู่

หนำซ้ำ ผมก็เกิดที่บ้านนอกด้วย นั่งบนหญ้า ใต้ร่มไม้เป็นสิ่งที่ผมถนัดและชินมากกว่า

ผมเริ่มหาเงาต้นไม้ดีๆ ที่จะพอบังแดดได้ แล้วจัดการนั่งพักใต้ร่มไม้นั้นทันที

ผมนั่งไปเรื่อยๆ จนเกือบจะหลับแล้ว แต่จู่ๆก็รู้สึกว่าร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำให้ผมตื่นอย่างเต็มสติแล้วหาสาเหตุที่มันร้อนขึ้นอย่างพรวดพราด

สิ่งที่นำความร้อนมาใช่แสงแดดที่ส่องมา เพราะเงาต้นไม้มันบังอยู่

สิ่งที่นำความร้อนมาสู่ผมในตอนนี้คือ " ลม " แถมไม่ใช่ลมจากธรรมชาติเสียด้วย แต่เป็นลมที่มาจากกล่องสีขาวกล่องหนึ่งที่ผมคุ้นตา

ผมเริ่มเห็นว่าเจ้ากล่องนี้มันอยู่เกือบตรงหน้าผม แต่อยู่ในระดับที่สูงกว่านิดหน่อย

ลมที่ออกจากตัวมันเป็นลมร้อน ร้อนยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่ผมเจออยู่เมื่อกี้เสียอีก

แถมเจ้าลมนี่ ก็พัดโดนตัวผมพอดีด้วย

แต่ผมกลับนั่งอยู่ที่เดิมทนลมร้อนนั่นต่อไป หากเป็นคนอื่นคงจะเปลี่ยนที่นั่งแล้ว


.....ที่ที่ผมนั่งอยู่นี้ คือ ที่ที่มนุษย์ที่อยู่บนโลกทุกคนควรที่จะได้ลองนั่งซะบ้าง......



ผมคิดอย่างนั้นด้วยตัวผมคนเดียว ไม่รู้ว่าจะไปคิดเหมือนใครรึเปล่า

เมื่อถึงเวลา ผมก็เดินออกจากที่นั่งนั้นไป เผื่อว่าจะมีใครสักคนได้มานั่งในสถานที่แห่งนี้บ้าง

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 ช่วยกันรณรงค์ลดโลกร้อนเพื่อให้ความสุขที่เป็นภาพลวงตานี้ได้ยาวนานขึ้นอีกสักหน่อย 

 

ก็นะ......โลกมันร้อนถึงขั้นที่สุดเลยก็ว่าได้ เราอาจจะไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ทำไมเราต้องได้รับโทษด้วยล่ะ....

 

ก็คงเพราะไม่หัดตักเตือนคนอื่นก็เลยเป็นโทษที่เราต้องชดใช้กระมัง...

 

 ยังไงก็ตาม.....แม้จะใช้พื้นที่เพียงไม่กี่ส่วนของโลก แต่โลกก็ยังเป็นที่ที่เราอาศัยอยู่.....

 

........ไม่มีใครหน้าไหนอยากให้บ้านตัวเองต้องพังทลายไปด้วยน้ำมือของตน........

 

 สุดท้าย....ฝากเม้นท์ด้วยเจ้าค่าาาาา